ผลัดเซลล์ผิวหน้าช่วยอะไร ลดสิว เผยผิวใส ด้วยกรดผลไม้จากธรรมชาติ
Key Takeaway
- การผลัดเซลล์ผิวหน้าหรือ Peeling คือกระบวนการกำจัดเซลล์ผิวเก่าที่เสื่อมสภาพออก เพื่อให้ผิวใหม่ขึ้นมาแทนที่อย่างรวดเร็ว ช่วยให้ผิวเรียบเนียน กระจ่างใส และดูสุขภาพดีขึ้น
- การผลัดเซลล์ผิวแบ่งเป็น 2 แบบหลัก ได้แก่ Physical Peeling คือการเสียดสีเพื่อลอกผิว และ Chemical Peeling คือการใช้สารเคมีอ่อนๆ ช่วยละลายเซลล์ผิวเก่า แต่ละแบบมีระดับความลึกและประสิทธิภาพต่างกัน
- ผลัดเซลล์ผิวหน้าช่วยลดรอยสิว ริ้วรอยเล็กๆ แก้ผิวหมองคล้ำ กระตุ้นผิวใหม่ให้กระจ่างใส และทำให้ผิวเรียบเนียนขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยเปิดทางให้สกินแคร์ซึมลึกและเห็นผลดีขึ้น
ปกติแล้ว วัย 20 ปี ผิวหน้าจะผลัดเซลล์ทุกประมาณ 3 สัปดาห์ แต่เมื่ออายุมากขึ้น กระบวนการนี้จะช้าลง จาก 3 สัปดาห์ อาจกลายเป็น 4-5 สัปดาห์ หรือมากกว่านั้น และเมื่ออายุ 70 ปี ร่างกายอาจใช้เวลาถึง 7 สัปดาห์ในการผลัดเซลล์ผิวหน้า นี่จึงเป็นเหตุผลที่ Peeling ได้รับความนิยม เพราะช่วยดูแลผิวหน้าได้ตรงจุด ทั้งลดริ้วรอย ฝ้า กระ ปัญหาสิว และรูขุมขนกว้าง
ก่อนตัดสินใจทำ Peeling บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจเรื่องการผลัดเซลล์ผิวอย่างละเอียด พร้อมแนะนำสูตร Peeling พิเศษ ที่คลินิกคัดสรรมา เพื่อผลลัพธ์ชัดเจนและน่าพึงพอใจหลังทำ
การผลัดเซลล์ผิวหน้า (Peeling)
การผลัดเซลล์ผิวหน้า (Peeling) คือ กระบวนการช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิวเก่าออก เพื่อให้ผิวใหม่ที่สดใสและเรียบเนียนขึ้น โดยทำได้ทั้งแบบ เคมี ใช้สารผลัดเซลล์ เช่น กรด AHA, BHA หรือ TCA และแบบกายภาพ เช่น การขัดหรือสครับผิว การทำ Peeling ช่วยลดปัญหาผิวต่างๆ เช่น ริ้วรอย ฝ้า กระ รอยสิว และรูขุมขนกว้าง ทำให้ผิวดูเรียบเนียน กระจ่างใส และสุขภาพดีขึ้น
การผลัดเซลล์ผิวหน้าดีอย่างไร
การผลัดเซลล์ผิวหน้าเป็นขั้นตอนที่ช่วยฟื้นฟูผิวให้กลับมามีชีวิตชีวา เพราะเมื่อเซลล์ผิวเก่าถูกกำจัดออก ผิวใหม่ที่สดใสจะเผยขึ้นมาแทน ช่วยแก้ปัญหาหลายอย่างบนใบหน้า โดยเฉพาะการแก้หน้าโทรมหมองคล้ำ ให้กลับมาดูสุขภาพดีขึ้นอย่างดูเป็นธรรมชาติ ซึ่งข้อดีของการผลัดเซลล์ผิวหน้า มีดังนี้
- ผิวกระจ่างใสขึ้น เซลล์ผิวเก่าถูกลอกออก ทำให้ผิวสดใสและสม่ำเสมอขึ้น
- ลดปัญหารอยสิวและรอยดำ ช่วยให้รอยหมองคล้ำดูจางลงไวกว่าเดิม
- ลดริ้วรอยเล็กๆ และร่องผิว ผิวเรียบเนียนขึ้นเมื่อมีการสร้างเซลล์ใหม่
- ช่วยลดฝ้าและกระบางส่วน ทำให้ผิวดูสว่างและเรียบสม่ำเสมอ
- กระชับรูขุมขน ผิวแข็งแรงขึ้น ทำให้รูขุมขนดูเล็กลง
- ทำให้สกินแคร์ซึมได้ดีขึ้น เมื่อไม่มีเซลล์ผิวที่สะสมอยู่ การบำรุงต่างๆ ก็ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
การลอกผลัดเซลล์ผิวมีกี่แบบ?
การผลัดเซลล์ผิวด้วยสารเคมี (Chemical Peeling) คือ การนำสารเคมีมาช่วยเร่งการผลัดเซลล์ ทำให้เซลล์ผิวหนังเก่าหลุดลอกออกไปได้ง่ายขึ้น การใช้สารเคมีนั้นไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด อีกทั้งยังเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลาย และเห็นผลค่อนข้างชัดเจน โดยสารเคมีที่ใช้ในการผลัดเซลล์ผิวก็จะแตกต่างออกไปตามแต่ละคลินิก แต่มักใช้สารเคมีหลักๆ ดังนี้
- AHA (Alpha Hydroxy Acid) เป็นสารสกัดจากธรรมชาติที่มีฤทธิ์เป็นกรด ซึ่งมีส่วนช่วยให้แรงยึดเหนี่ยวระหว่างเซลล์ชั้นบนสุดลดน้อยลง ช่วยกระตุ้นให้เซลล์ผิวใหม่เข้ามาแทนที่ อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างเนื้อเยื่อบริเวณหนังแท้ได้อีกด้วย
- BHA (Beta Hydroxy Acid) เป็นกรดที่ได้จากการสังเคราะห์ มีคุณสมบัติทนต่อความร้อน ไม่เสื่อมสภาพง่ายเหมือนสาร AHA ซึ่งตัว BHA จะช่วยให้เซลล์ผิวหนังหลุดลอกได้ไวกว่า แต่ก็จะทำให้เสี่ยงต่อการแพ้ และระคายเคืองมากกว่า
- TCA (Trichloroacetic Acid) กรดชนิดนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในการผลัดเซลล์ผิวหน้า เนื่องจากเห็นผลดีกับการรักษาสิว ริ้วรอย ฝ้าและกระ ซึ่งผลลัพธ์ของกรดตัวนี้จะขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของกรดที่ใช้ด้วย
การลอกผิวแบบเคมี (Chemical Peeling)
การลอกผิวแบบเคมี หรือ Chemical Peeling คือการผลัดเซลล์ผิวโดยใช้ “กรดผลัดผิว” ช่วยละลายเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ เหมาะกับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ชัดเจน เช่น ผิวใสขึ้น รอยสิวลดลง หรือปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ
- AHA (Alpha Hydroxy Acid) กรดจากผลไม้ เช่น Glycolic, Lactic ช่วยลดแรงยึดเหนี่ยวของเซลล์ผิวชั้นบน กระตุ้นการสร้างผิวใหม่ และช่วยเสริมความแข็งแรงของชั้นหนังแท้ เหมาะสำหรับผิวหมองคล้ำที่ต้องการความกระจ่างใส
- BHA (Beta Hydroxy Acid) เป็นกรดสังเคราะห์ที่ทนความร้อนได้ดี ช่วยผลัดเซลล์ผิวและละลายสิ่งอุดตันได้รวดเร็วกว่า AHA แต่มีโอกาสเกิดการแพ้และระคายเคืองมากกว่า เหมาะกับผิวมันและผิวเป็นสิวง่าย
- PHA (Poly Hydroxy Acid) โมเลกุลใหญ่กว่า AHA จึงซึมช้ากว่า เกิดการระคายเคืองน้อยกว่า เหมาะกับผิวบอบบาง แพ้ง่าย หรือกำลังเริ่มต้นผลัดเซลล์ผิว ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น และเสริมเกราะป้องกันผิวไปพร้อมกัน
- TCA (Trichloroacetic Acid) กรดชนิดนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในการผลัดเซลล์ผิวหน้า เนื่องจากเห็นผลดีกับการรักษาสิว ริ้วรอย ฝ้าและกระ ซึ่งผลลัพธ์ของกรดตัวนี้จะขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของกรดที่ใช้ด้วย
ผลัดเซลล์ผิวหน้า ช่วยอะไรบ้าง?
- ทำให้ผิวกระจ่างใสขึ้น เพราะเซลล์ผิวเก่าถูกลอกออก เผยผิวใหม่ที่สดใสกว่า
- แก้ผิวโทรม หมองคล้ำ ช่วยลดความหม่นและผิวไม่สดใสให้ดูเปล่งปลั่งขึ้น
- ลดรอยสิวและจุดด่างดำ ทำให้รอยดำดูจางลงเร็วขึ้น
- ลดริ้วรอยเล็กๆ และความหยาบกร้าน ผิวเรียบเนียนและละเอียดขึ้น
- ช่วยลดฝ้าและกระบางส่วน ทำให้สีผิวสม่ำเสมอขึ้น
- ลดการอุดตันของรูขุมขน ช่วยป้องกันสิวใหม่เกิด
- ทำให้รูขุมขนดูเล็กลง เพราะผิวเรียบและสะอาดมากขึ้น
- ช่วยให้สกินแคร์ซึมดีขึ้น ผิวเปิดรับการบำรุงได้มีประสิทธิภาพกว่าเดิม
ระดับการผลัดเซลล์ผิวหน้า เลือกแบบไหนให้เหมาะกับผิว
- Very superficial Peeling ผลัดผิวระดับตื้นที่สุด ลอกเฉพาะผิวชั้นนอกของหนังกำพร้า เหมาะกับสิวเบื้องต้น และช่วยลดความมันส่วนเกินบนผิว
- Superficial Peeling ลึกขึ้นกว่าแบบแรก ลอกถึงผิวหนังกำพร้าบางส่วน เหมาะสำหรับปัญหาผิวที่มากกว่าระดับเบื้องต้น เช่น รอยสิวหรือผิวหมองคล้ำ
- Medium Peeling ผลัดผิวระดับกลาง ลอกตั้งแต่ผิวชั้นนอกจนถึงบางส่วนของชั้นหนังแท้ ช่วยลดริ้วรอย รอยสิว และรอยขี้แมลงวันได้ชัดเจนขึ้น
- Deep Peeling ผลัดผิวระดับลึกถึงชั้น Reticular Dermis เหมาะกับผู้ที่มีริ้วรอยลึก ผิวเสื่อมจากแสงแดด หรือปัญหาผิวรุนแรงที่ต้องการการฟื้นฟูแบบเข้มข้น
ผลัดเซลล์ผิวหน้าเหมาะกับใคร
- คนที่มีผิวหมองคล้ำ หน้าโทรม ต้องการให้ผิวกลับมาสดใส กระจ่างขึ้น
- ผู้ที่มีฝ้า กระ รอยสิว รอยดำ หรือจุดด่างดำ และต้องการให้รอยจางลงเร็วกว่าเดิม
- คนที่มีผิวไม่เรียบเนียน เช่น ผิวหยาบกร้าน ผิวแห้งเป็นขุย ต้องการให้ผิวเรียบขึ้น
- ผู้ที่มีรูขุมขนกว้างหรืออุดตันง่าย เพื่อช่วยให้รูขุมขนสะอาดและดูเล็กลง
- คนเป็นสิวอุดตัน สิวเสี้ยน หรือสิวหัวดำ โดยเฉพาะผู้ที่ผิวมัน
- ผู้ที่มีริ้วรอยเล็กๆ หรือผิวเริ่มขาดความยืดหยุ่น ต้องการให้ผิวดูอ่อนเยาว์ขึ้น
- คนที่อยากให้สกินแคร์ซึมดีขึ้น เพราะการผลัดผิวทำให้ผลิตภัณฑ์บำรุงทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
- ผู้ที่ต้องการเตรียมผิวก่อนทำทรีตเมนต์อื่นๆ เช่น เลเซอร์ หน้าใส หรือการทาครีมเวชสำอาง
- ผู้ที่ต้องการดูแลผิวอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องทำหัตถการที่มีความเสี่ยงสูง
- คนที่ผิวคล้ำเสียจากแดดหรือโดน UV บ่อย ต้องการฟื้นฟูให้ผิวกลับมาสดใส
- ผู้ที่มีจุดรอยขี้แมลงวัน ก็สามารถรักษาให้ดีขึ้นได้
ผลัดเซลล์ผิวหน้าไม่เหมาะกับใคร
- ผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายมาก เพราะอาจเกิดการระคายเคือง แสบ แดง หรือผดผื่นได้ง่าย
- ผู้ที่มีแผลเปิดหรือผิวอักเสบอยู่ เช่น สิวอักเสบเป็นหนอง แผลถลอก ผิวไหม้แดด ควรรอให้ผิวหายก่อน
- ผู้ที่ชอบแกะ เกา ดึงผิวหนัง เพราะผิวหลังผลัดจะลอกตามธรรมชาติ หากเผลอแกะอาจทำให้เป็นแผลหรือรอยดำได้
- ผู้ที่เพิ่งทำเลเซอร์หรือหัตถการที่ระคายผิว เช่น เลเซอร์หน้าใส เลเซอร์รอยแดง ควรให้ผิวฟื้นตัวก่อน
- คนที่มีผิวแห้งลอกเป็นขุยหรือ barrier ผิวอ่อนแอ การผลัดผิวอาจทำให้ผิวแห้งหนักกว่าเดิม
- ผู้ที่ใช้ยารักษาสิวกลุ่มเรตินอยด์แรงๆ หรือกรดวิตามินเอ เพราะผิวไวต่อการระคายเคืองมาก ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
- สตรีตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร บางชนิดของกรดผลัดผิว (เช่น ความเข้มข้นสูง) ไม่เหมาะ อาจต้องเลือกสูตรอ่อนโยนเป็นพิเศษ
- ผู้ที่ต้องออกแดดจัดเป็นประจำ เพราะผิวหลังผลัดจะไวแสง หากป้องกันไม่ดีอาจเกิดรอยดำง่าย
- ผู้ที่มีประวัติแพ้สารกลุ่มกรดผลัดผิว เช่น AHA, BHA, TCA ควรหลีกเลี่ยงโดยเด็ดขาด
เทคนิคผลัดเซลล์ผิวหน้าจาก Better Me Clinic by Dr.Chanya
- Baby Peeling สำหรับผู้ที่ต้องการหน้าเด็ก เน้นผิวขาว เนื้อละเอียด ดูอ่อนโยน
- Acne Peeling สำหรับผู้ที่มีปัญหาสิว ไม่ว่าจะเป็นสิวอักเสบ สิวอุดตัน สิวผด ฯลฯ ซึ่ง สูตร Acne Peeling สามารถช่วยลดอาการสิวอักเสบ ฆ่าเชื้อสิว และยังทำให้สิวแห้งไวยิ่งขึ้น
- Scar Peeling สำหรับผู้ที่มีปัญหารอยแดง รอยดำ แผลเป็นจากสิว สูตร Scar Peeling ช่วยให้รอยเหล่านี้จางไวขึ้น และยังช่วยลดรอยแตกลายบริเวณตามร่างกาย หรือรอยแผลเป็นได้อีกด้วย
- Poreless Peeling สำหรับผู้ที่มีปัญหารูขุมขนกว้าง เห็นริ้วรอยร่องตื้นต่างๆ ช่วยเน้นกระชับรูขุมขน ลดความมันของผิวหน้า หรือบริเวณลำตัว อีกทั้งยังช่วยลดโอกาสการเกิดสิวได้ด
การเตรียมผิวก่อน–หลังทำ Peeling และข้อควรระวัง
การเตรียมผิวก่อนทำ Peeling
- ปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนทำ เพื่อประเมินสภาพผิวและเลือกวิธีผลัดผิวที่เหมาะสม ไม่ควรตัดสินใจจากการสังเกตด้วยตัวเองเพียงอย่างเดียว
- ตรวจสภาพผิวอย่างละเอียด เพื่อประเมินว่าควรผลัดผิวระดับตื้น กลาง หรือระดับลึก
- งดมาสก์หน้าอย่างน้อย 1 สัปดาห์ก่อนทำ โดยเฉพาะมาสก์ที่มีกรดหรือสครับเพื่อลดความเสี่ยงการระคายเคือง
- หลีกเลี่ยงการใช้สครับหรือกรดผลัดผิว (AHA/BHA/Retinol) อย่างน้อย 5-7 วันก่อนทำ
- งดโกนหน้า แวกซ์ หรือทำเลเซอร์ในบริเวณใบหน้า 3-5 วันก่อนทำเพื่อป้องกันผิวระคายเคือง
- เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ทาครีมบำรุงให้ผิวแข็งแรงก่อนทำ Peeling จะลดอาการแห้งลอกหลังทำ
- หลีกเลี่ยงแดดจัด และทาครีมกันแดดเป็นประจำ ก่อนเข้าทำทรีตเมนต์
การดูแลตัวเองหลังทำ Peeling
- ล้างหน้าได้ตามปกติด้วยผลิตภัณฑ์อ่อนโยน ปราศจากน้ำหอมและแอลกอฮอล์ เพื่อลดการระคายเคือง
- หลีกเลี่ยงแดดอย่างเข้มงวด เพราะผิวบางและไวต่อ UV เสี่ยงผิวไหม้หรือเกิดรอยดำได้ง่าย
- ทาครีมกันแดด SPF 50+ ทุกวัน แม้อยู่ในอาคาร เพื่อปกป้องผิวใหม่
- งดสครับ ขัดหน้า หรือใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ 7-14 วัน เพื่อไม่ให้ผิวอักเสบ
- หยุดใช้สกินแคร์แรงๆ เช่น Retinol, AHA/BHA หรือ Vitamin C เข้มข้น จนกว่าผิวจะฟื้น
- ห้ามแกะหรือดึงผิวที่ลอก ให้หลุดออกเองตามธรรมชาติ เพื่อป้องกันรอยดำและแผล
- เติมความชุ่มชื้นให้ผิวสม่ำเสมอด้วยมอยส์เจอไรเซอร์เนื้อบางเบา ลดความตึงและแห้ง
- งดซาวน่า ออกกำลังกายหนัก และกิจกรรมที่ทำให้หน้าร้อนจัด เพื่อลดการระคายเคือง
- หลีกเลี่ยงการแต่งหน้า 24-48 ชั่วโมงแรก ให้ผิวได้พักฟื้นเต็มที่
- ดื่มน้ำให้มากขึ้น เพื่อช่วยให้ผิวชุ่มชื้นและฟื้นตัวไวขึ้น
ข้อควรระวังและผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นทำ
- ไม่ควรทำบ่อยเกินไป ควรเว้นระยะตามคำแนะนำแพทย์ เพื่อลดความเสี่ยงผิวบาง ระคายเคือง และค่า pH ผิวเสียสมดุล
- หลีกเลี่ยงการ Peeling เข้มข้นด้วยตัวเอง ส่วนผสมไม่เหมาะสมอาจทำให้ผิวไหม้ ระคายเคือง หรือทำลายเกราะผิว ควรทำภายใต้การดูแลแพทย์
- การผลัดลึกอาจบวมแดงและตกสะเก็ดนาน โดยเฉพาะ Medium-Deep Peeling ซึ่งต้องดูแลหลังทำอย่างเคร่งครัดและใช้เวลาฟื้นตัวหลายวัน
- เสี่ยงติดเชื้อได้ง่าย โดยเฉพาะหากมีแผลเปิดหรือเผลอแกะหน้า ควรรักษาความสะอาดอย่างเคร่งครัด
- อาจเกิดรอยดำ-รอยขาวหลังทำ ผิวไวต่อแดดหรือมีเม็ดสีมาก อาจเกิดความผิดปกติของสีผิวหากไม่ปกป้องผิวจากแดด
- ผิวลอก คัน หรือแสบร้อน เป็นอาการพบได้ แต่ถ้ารุนแรงควรรีบพบแพทย์
- เสี่ยงเกิดแผลเป็นในบางราย โดยเฉพาะผู้ที่เป็นคีลอยด์ง่ายหรือมีประวัติแผลนูน
- ผิวแห้งตึงมากขึ้น หลัง Peeling ผิวมักสูญเสียความชุ่มชื้น จึงต้องบำรุงให้เพียงพอ
- ควรแจ้งแพทย์หากใช้ยาบางชนิด เช่น เรตินอยด์หรือยาแต้มสิวแรงๆ เพื่อป้องกันการระคายเคืองรุนแรง
ผลัดเซลล์ผิวหน้า หน้าลอกกี่วัน?
โดยทั่วไปผิวจะเริ่มลอกเบาๆ ภายใน 1-3 วันหลังทำ และจะลอกชัดเจนขึ้นในช่วง 3-7 วัน ขึ้นอยู่กับความลึกของการ Peeling ที่ทำ หากเป็นการผลัดเซลล์แบบตื้น ผิวอาจลอกเพียงเล็กน้อยและหายภายในไม่กี่วัน แต่ถ้าเป็นการลอกผิวระดับกลาง-ลึก อาจใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่า อาจลอกเป็นแผ่นและต้องดูแลผิวอย่างใกล้ชิดประมาณ 7-14 วัน จนกว่าผิวใหม่จะฟื้นตัวเต็มที่
ผลัดเซลล์ผิวหน้า ที่ Better Me Clinic ดีกว่าอย่างไร?
- เน้นการออกแบบ 1:1 เคสต่อเคส ให้เหมาะสมกับใบหน้าของคนไข้แต่ละคน ด้วยเทคนิค Better Me Analysis Program
- เจ็บน้อย บวมช้ำน้อย ทีมแพทย์ทุกท่านให้ความสำคัญกับคนไข้ทุกเคส
- คลินิกเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐาน พร้อมนวัตกรรม และเทคโนโลยีที่ทันสมัย
- Better Me Club มีการบริการด้วยหัวใจหลังศัลยกรรม หรือทำหัตถการ ด้วยบริการให้คำแนะนำโดยแอดมินสายตรง พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษ
- เป็นตัวเองในแบบที่ดีที่สุด เพิ่มความมั่นใจและสวยที่สุดในราคาที่จับต้องได้-
รีวิวก่อนและหลังผลัดเซลล์ผิวหน้า ที่ Better Me Clinic
การผลัดเซลล์ผิวหน้าแตกต่างกับ Scrub สครับยังไง? มาลองดูสรุปชัดๆ กันเลย!
- สครับ (Scrub) คือ การขัดถูให้เซลล์ผิวหนังชั้นนอกที่เสื่อมสภาพให้หลุดออกไป
- สครับจะมีเนื้อหยาบกว่า มักรู้สึกเหมือนมีเม็ดๆ มาถูบริเวณผิวหนัง
- สครับไม่เหมาะกับผู้ที่มีสิว หรือผู้ที่ผิวบอบบาง
- การผลัดเซลล์ผิวหน้า (Peeling) คือ การผลัดเซลล์ผิวหนังชั้นนอกที่เสื่อมสภาพให้หลุดออกไป แต่จะเป็นการใช้เนื้อเจล มาถูเบาๆ ทั่วหน้า
- การผลัดเซลล์ผิวหน้ามีโอกาสการระคายเคืองน้อยกว่าแบบสครับ
สรุป
การผลัดเซลล์ผิวหน้าเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้ผิวกลับมาสดใส สุขภาพดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรอยสิว ผิวหมองคล้ำ หรือริ้วรอยเล็กๆ หลังทำอาจมีผิวลอกบ้าง ซึ่งเป็นสัญญาณว่าผิวใหม่กำลังสร้างตัว ที่สำคัญคือเลือกวิธีที่เหมาะกับสภาพผิวและทำกับผู้เชี่ยวชาญเสมอ และอย่าลืมดูแลผิวหลังทำอย่างถูกวิธีเพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาดีที่สุด หากทำอย่างถูกต้อง Peeling สามารถเปลี่ยนให้ผิวดูเรียบเนียน กระจ่างใสได้แบบที่รู้สึกได้จริง
หากใครกำลังมองหาวิธีผลัดเซลล์ผิวหน้าอย่างปลอดภัยและเห็นผลชัดเจน Better Me Clinic เป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ เพราะทุกขั้นตอนดูแลโดยทีมแพทย์ผู้ชำนาญการ พร้อมประเมินระดับการผลัดผิวให้เหมาะกับสภาพผิวของแต่ละคน ใช้ Peeling คุณภาพ สูตรเฉพาะของคลินิก ช่วยลดรอยสิว แก้ผิวหมองคล้ำ กระตุ้นผิวใหม่ให้เรียบเนียนใสอย่างอ่อนโยน และยังมีการติดตามผลหลังทำเพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาดีและพอใจ!