fbpx

🔥 เปิดจอง! โปรทีมแพทย์ 9,999 ทุกศัลยกรรม ปาก, จมูก, คาง ( จำนวนจำกัด + ใกล้เต็มแล้วค่ะ ) 🔥

chanya-new-m-logo

เสริมคางแล้วเบี้ยว! จำเป็นต้องแก้ไหม? อันตรายหรือเปล่า?

เสริมคางแล้วเบี้ยว! จำเป็นต้องแก้ไหม? อันตรายหรือเปล่า?
เสริมคางแล้วเบี้ยว! จำเป็นต้องแก้ไหม? อันตรายหรือเปล่า?

หน้าไม่ได้รูป หน้าสั้นไม่ได้สัดส่วน หันข้างหรือหน้าตรงก็ไม่มั่นใจ ปัญหาที่เกิดมาจากรูปคางที่ขนาดไม่พอเหมาะส่งผลต่อความมั่นใจของใครหลายๆ คน วิธีแก้ปัญหาให้ตรงจุดอย่างการเสริมคางโดยการใช้ซิลิโคน หรือบางคนอาจเลือกใช้วิธีฉีดสารเติมเต็ม เข้ามาช่วยให้รูปหน้าได้รูปสวย เสริมความมั่นใจได้มากยิ่งขึ้นได้ 

แต่ในบางคนหลังทำศัลยกรรมคางดันเกิดความไม่มั่นใจมากยิ่งกว่าเดิม เพราะเกิดปัญหาคางเบี้ยว ไม่เข้าที่ วันนี้ Better Me Clinic By Dr.Chanya จะพาทุกคนมาคลายความกังวล เพราะเบี้ยวได้ก็แก้ได้! พร้อมสำรวจทุกปัญหา นี่คางเราควรแก้หรือแค่ยังไม่เข้าที่กันนะ? บทความนี้มีคำตอบ

การเสริมคางคืออะไร?

การเสริมคาง” คือ แก้รูปหน้าให้ให้ดูเรียวยาวมากขึ้น สามารถช่วยแก้ปัญหาคางเบี้ยว คางบุ๋ม คางสั้น คางเล็ก คางเหลี่ยมในรูปแบบชั่วคราวและถาวร ช่วยให้รูปหน้าสมส่วน และปรับรูปหน้าให้มีมิติมากยิ่งขึ้น

การศัลยกรรมคางถือเป็นการทำศัลยกรรมที่ทำให้ภาพรวมของใบหน้าเปลี่ยนไปมากเป็นอันดับต้นๆ ยิ่งหากทำกับแพทย์ที่มีความชำนาญแล้ว ปลายคางโคงมนจะรับกับจมูกและหน้าผาก ภาพรวมของใบหน้าจึงออกมาสวยและได้สมมาตรกันอย่างพอดี

การเสริมคางแบ่งออกเป็น 2 วิธีหลักๆ ได้แก่

1. การเสริมคางด้วยการฉีดฟิลเลอร์

การเสริมคางโดยการฉีดฟิลเลอร์ คือ การฉีดสารเติมเต็ม Hyaluronic Acid (HA) ซึ่งเป็นตัวเดียวกับที่ใช้ในการเติมเต็มร่องลึกหรือยกกระชับผิวหนัง เพียงแค่เปลี่ยนปลี่ยนจากการฉีดบริเวณริ้วรอยมาฉีดบริเวณคาง เพื่อปรับใบหน้าให้มีความสมส่วนมากขึ้นแทน

ข้อดีการเสริมคางโดยการฉีดฟิลเลอร์ คือ สามารถเห็นผลลัพธ์หลังทำได้ทันทีโดยไม่ต้องพักฟื้น แต่ข้อเสียหลักๆ คือ หากต้องการคงรูปคางแบบเดิมไว้ จะต้องมีการฉีดเติมฟิลเลอร์อยู่เรื่อยๆ เพราะฟิลเลอร์เป็นสารสกัดที่ร่างกายสามารถสลายได้ รวมทั้งไม่เหมาะกับผู้ที่ต้องการให้คางยาวกว่าเดิมมาก การฉีดฟิลเลอร์ในปริมาณมากเกินไปอาจทำให้ฟิลเลอร์ไหลและรวมตัวเป็นก้อนได้

2.การเสริมคางด้วยการผ่าตัด

ทำได้โดยการกรีดเปิดแผลก่อนใส่ซิลิโคนที่มีขนาดที่เหมาะสมลงไปก่อนจะเย็บปิดแผล วิธีนี้เป็นการแก้ปัญหาคางอย่างครอบคลุม ผลลัพธ์ที่ได้คงอยู่ถาวร

ทั้งนี้ก่อนการผ่าตัด ควรมีการปรึกษาแพทย์เพื่อได้รับคำแนะนำในการผ่าตัดทั้งรูปหน้า ความเหมาะสม เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน และออกมาได้ตรงกับความต้องการ โดยการผ่าจะมีสองวิธีหลัก ๆ คือ

  • การผ่าตัดเปิดแผลจากภายนอก โดยแพทย์ผ่าตัดเปิดปากแผลบริเวณใต้คาง ขนาดราวๆ 1-2 เซนติเมตร ปัจจุบันวิธีนี้ไม่ได้รับความนิยมมากนักเพราะอาจทิ้งรอยแผลเป็นเอาไว้ และเป็นบริเวณที่สามารถสังเกตแผลเป็นได้อย่างชัดเจน

การผ่าตัดเปิดแผลจากภายใน โดยจะผ่าตัดเปิดปากแผลบริเวณริมฝีปากล่างกับเหงือกด้านใน เพื่อเสริมซิลิโคนเข้าไปในบริเวณนั้น วิธีนี้จะเป็นวิธีที่หลายๆ คนให้ความสนใจเพราะไม่ทิ้งแผลเป็นเอาไว้ แต่อาจต้องใช้ความใส่ใจในการดูแลแผลมากกว่าวิธีก่อนหน้า

ขั้นตอนการเสริมคางด้วยซิลิโคน

ในวันผ่าตัดแพทย์จะพูดคุยกับเราอีกครั้งเพื่อยืนยันรูปคางที่ต้องการ มีการตรวจวัดสัดส่วนใบหน้า และดูขนาดเดิมของคาง ก่อนจะแนะนำซิลิโคนที่เลือกใช้ในแต่ละเคส ก่อนจะเริ่มกำหนดเครื่องหมายในบริเวณที่จะผ่าตัด และตรวจสุขภาพเบื้องต้นก่อนเริ่มผ่าตัด 

โดยการผ่าตัดสามารถทำได้ดังนี้

  • ฉีดยาชา หากเลือกเสริมคางด้วยการผ่าตัดแบบเปิดแผลจากภายนอกจะฉีดยาชาบริเวณใต้คาง และหากเลือกผ่าตัดแบบเปิดแผลจากภายใน จะฉีดยาชาบริเวณด้านริมฝีปาก โดยที่ Better Me Clinic เราฉีดยาชาด้วยเทคนิค Distraction Technique with GCT ทำให้ไม่เจ็บ ไม่บวมช้ำ
  • กรีดเพื่อเปิดปากแผล โดยแพทย์จะกรีดในความยาวที่พอเหมาะกับขนาดซิลิโคนที่จะใส่ลงไป
  • ตัดแต่งและใส่ซิลิโคน ขั้นตอนนี้แพทย์จะทำการตัดแต่งซิลิโคนให้เหมาะสมกับใบหน้าแต่ละคน ในบางรายอาจมีการเหลาฐานกระดูกร่วมด้วย เพื่อให้ซิลิโคนแนบสนิทกับผิว
  • เย็บปิดปากแผล เมื่อได้ทรงคางใหม่ที่พอใจแล้ว แพทย์จะทำการเย็บปิดปากแผล ทำความสะอาดแผล และดามเฝือกที่คาง เป็นอันเสร็จสิ้นการผ่าตัด

หลังเสริมคางนานเท่าไหร่คางจึงเข้าที่?

หลังเสริมคางไปแล้วคางจะมีอาการบวมเต็มที่อยู่ที่ 3-7 วัน ในช่วงนี้คางอาจดูเหมือนเบี้ยวไปทางด้านใดด้านหนึ่งเป็นผลมาจากการบวม ซึ่งถือเป็นภาวะปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้ ก่อนที่คางจะค่อยๆ เข้ารูปหรือรัดแกนในช่วง 3-6 เดือนหลังทำสำหรับเคสทำครั้งแรก และใช้เวลา 6 เดือนถึง 1 ปี ในเคสที่มีการขูดสารเหลวก่อนทำคาง

นอกจากนี้เวลาที่ใช้ให้คางจะเข้าที่ยังขึ้นอยู่กับเทคนิคของแพทย์ ซิลิโคนที่เลือกใช้ และการดูแลตัวเองของผู้เข้ารับบริการด้วย

เสริมคางแล้วคางเบี้ยวมีสาเหตุมาจากอะไร?

ปัญหาคางเบี้ยวหลังการทำศัลยกรรมสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 สาเหตุ ได้แก่

1. ปัจจัยจากทางแพทย์

ปัญหาสามารถเกิดขึ้นได้ หากแพทย์ที่เป็นผู้ผ่าตัดนั้นไม่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ที่มากพอ ส่งผลให้ในระหว่างการผ่าตัดเกิดการเลาะช่องว่างให้ซิลิโคนเข้าไปได้ไม่เท่ากัน รวมถึงการเตรียมซิลิโคนที่ไม่เหมาะกับรูปหน้า เหลาซิลิโคนไม่ถูกต้องก็ทำให้เกิดการเบี้ยวของคางได้

ปัจจุบันหลายๆ คลินิกจึงเลือกใช้ซิลิโคนคางซิลิโคนสำเร็จรูป เนื่องจากมีให้เลือกหลายรูปทรง หลายขนาด จึงสามารถนำมาปรับใช้กับคนได้หลากหลาย รวมทั้งลดปัญหาการเหลาซิลิโคนพลาดด้วย

2. ปัจจัยจากคนไข้

โดยส่วนใหญ่แล้วจะเกิดมาจากการดูแลรักษาหลังการเสริมคางที่ขาดความใส่ใจ หรือเผลอทำบางพฤติกรรมไปตามความเคยชิน เช่น การเท้าคาง การนอนตะแคง การรับประทานอาหารแสลง อาหารทะเล รวมไปถึงการไม่รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ

ปรึกษาหมอชัญญาโดยตรง
ปรึกษาหมอเกียร์โดยตรง

เสริมคางแล้วคางเบี้ยวอันตรายไหม?

โดยทั่วไปแล้วการเสริมคางเป็นการผ่าตัดที่มีผลข้างเคียงที่น้อยมาก ทำให้ถึงแม้จะเกิดอาการเบี้ยวแต่หากไม่มีอาการอื่นๆ ร่วมด้วยก็นับว่าเป็นอาการที่ไม่อันตรายอะไร เพียงแต่อาจส่งผลต่อความมั่นใจของผู้เข้ารับบริการได้ 

ทั้งนี้ผู้ที่เสริมคางควรสังเกตว่าตนมีอาการคางเบี้ยวร่วมกับอาการผิดปกติอื่นๆ หรือไม่ เพราะบางอาการอาจนำไปมาสู่ผลกระทบที่รุนแรงอย่างการเป็นแผลติดเชื้อหรือคางทะลุได้ โดยสามารถสังเกตอาการได้ดังนี้

1. แผลติดเชื้อ

ตามที่กล่าวข้างต้นว่าหลังเสริมคางนั้น คางจะมีอาการบวมเต็มที่อยู่ราวๆ 3-7 วัน แต่หากใช้เวลามากกว่านั้น อาจมีความเสี่ยงว่าแผลผ่าตัดอาจกำลังติดเชื้อ โดยอาการอื่นๆ ที่สามารถสังเกตเห็นได้ ได้แก่ บาดแผลบวมช้ำ มีเลือดออกบริเวณแผล รวมทั้งในบางรายอาจมีอาการชาบริเวณริมฝีปากชั่วคราว

2. คางทะลุ

การเลือกใช้ซิลิโคนที่มีขนาดไม่พอดีกับกระดูกคางคนไข้สามารถนำไปสู่อาการคางทะลุได้ โดยสามารถสังเกตได้จากอาการปวดหน่วงบริเวณคางอยู่เป็นระยะๆ คางมีอาการแดง รู้สึกว่าเนื้อบริเวณปลายคางบางลง รวมทั้งมีน้ำใสๆ ไหลออกมาบริเวณแผล

หากมีอาการที่กล่าวไปข้างต้นควรแจ้งและปรึกษาแพทย์ทันที ทั้งนี้เพื่อลดโอกาสที่จะเกิดแผลติดเชื้อและคางทะลุ ผู้บริการต้องรับบริการกับแพทย์ผู้ชำนาญและสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐานเท่านั้น

วิธีเลือกซิลิโคนสำหรับเสริมคางให้เหมาะกับใบหน้า

สาเหตุที่เราจำเป็นที่จะต้องศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับซิลิโคนก่อนที่จะเสริมคางนั่น นอกจากจะเป็นในเรื่องของความสวยงามแล้ว การเลือกซิลิโคนที่มีความสั้นยาวเหมาะกับรูปหน้าและโครงกระดูกเดิมนั้น สามารถลดโอกาสในการเกิดผลข้างเคียงหลังศัลยกรรมได้

โดยซิลิโคนนั้นจะมี 2 รูปแบบ คือ ซิลิโคนเสริมคางแบบขาสั้นและซิลิโคนเสริมคางแบบขายาว ซึ่งซิลิโคนทั้งสองแบบจะมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป

ซิลิโคนเสริมคางขาสั้น

ซิลิโคนเสริมคางขาสั้น คือ ซิลิโคนที่มีความยาวประมาณไม่เกิน 3 เซนติเมตร โดยมุมจุดต่ำสุดของกลางซิลิโคนจะเป็นทรงมน เหมาะสำหรับคนที่อยากเพิ่มความยาวคางไม่มาก หรือเพิ่มไม่เกิน 0.8 เซนติเมตร หากต้องการคางทรงมน เป็นครึ่งวงกลม Better Me Clinic แนะนำให้เสริมคางซิลิโคนขาสั้นได้เลย จะสวยและเข้ากับรูปหน้าได้ดี 

ข้อจำกัดของการใช้ซิลิโคนเสริมคางขาสั้น

  • สามารถทำทรงออกมาได้ค่อนข้างจำกัด ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการคางที่แหลมหรือวีมาก
  • มีโอกาสคลำแล้วเจอรอยต่อระหว่างแก้มกับคางมากกว่าการใช้ซิลิโคนแบบขายาว

ซิลิโคนเสริมคางขายาว

ซิลิโคนเสริมคางขายาว คือ คือซิลิโคนที่มีความยาวเกิน 3 เซนติเมตร แต่ยาวไม่เกินมุมปากทั้งสองข้าง โดยจุดต่ำสุดของกลางซิลิโคนจะเป็นทรงวี มากกว่าซิลิโคนเสริมคางขาสั้น

ซิลิโคนเสริมคางขายาวเหมาะกับคนที่อยากเพิ่มความยาวคางมากกว่า 0.8 เซนติเมตร อยากให้หน้าดูเรียว เข้ากับรูปหน้า ช่วยให้ใบหน้าดูเล็กลง ซึ่งมีความเรียบเนียนไร้รอยต่อมากกว่าการใช้ซิลิโคนแบบขาสั้น

ข้อจำกัดของการใช้ซิลิโคนแบบขายาว

  • ต้องเปิดแผลกว้างกว่าการใช้ซิลิโคนขาสั้น เพื่อระวังเส้นประสาทในขณะที่ผ่าตัด ทำให้อาจเกิดรอยแผลยาวได้
  • มีโอกาสคลำแล้วเจอรอยต่อระหว่างแก้มกับคาง ในกรณีที่แพทย์ขาดความชำนาญ

หากไม่แน่ว่าเราควรเสริมคางด้วยซิลิโคนแบบไหน สามารถเข้ามาที่ Better Me Clinic เพื่อรับคำปรึกษา รวมทั้งให้คุณหมอเกียร์ออกแบบโครงหน้าให้ก่อนผ่าตัดจริงได้ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย

วิธีดูแลตัวเองหลังเสริมคาง

ทาง Better Me Clinic ขอแนะนำวิธีการดูแลตัวเองหลังศัลยกรรมคางหลัง เพื่อให้คางได้รูป ไม่เคลื่อน ไม่เบี้ยว รวมทั้งฟื้นฟูแผลผ่าตัดให้หายอย่างรวดเร็ว ซึ่งการดูแลตัวเองหลังเสริมคางมี ดังนี้

  • ประคบเย็น ในช่วง 5 วันแรก เพื่อลดอาการบวม โดยสามารถประคบไปที่แก้มทั้งสองฝั่ง โดยระวังไม่ให้ที่ประคบสัมผัสกับซิลิโคน เมื่ออาการบวมเริ่มดีขึ้นแล้ว ให้เปลี่ยนมาประคบอุ่นแทนในวันที่ 6 เป็นต้นไป
  • นอนหมอนสูง การนอนหมอนสูง จะช่วยลดอาการบวมที่เกิดขึ้นใน 1 สัปดาห์ ลดโอกาสอาการคางเอียง คางเบี้ยว ที่เกิดจากการกดทับเพราะท่านอนได้
  • งดสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย อย่างน้อย 1 เดือน
  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่ต้องใช้แรงมากๆ เพื่อป้องกันการกระทบกระเทือนส่งผลไปถึงคางรวมทั้งลดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากการออกกำลังกายด้วย
  • บ้วนปากด้วยน้ำสะอาดทุกครั้งหลังกินอาหาร ในกรณีที่ผ่าตัดแบบเปิดแผลในช่องปาก เราควรรักษาความสะอาดของช่องปากอยู่เสมอ แต่ก็ต้องงดใช้น้ำยาบ้วนปากเพราะอาจทำให้แผลผ่าตัดเกิดการอักเสบได้
  • รับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่าสม่ำเสมอ เพื่อการฟื้นฟูที่เร็วขึ้นของแผล และเข้ารูปได้ไวยิ่งขึ้น
  • งดรับประทานอาหารที่มีรสจัด งดอาหารแสลง อาหารทะเล หรืออาหารร้อน เพราะอาจทำให้แผลในปากเกิดการอักเสบและติดเชื้อได้

แก้คางที่ไหนดี?

โดยทั่วไปแล้วการแก้คางควรเลือกคลินิกที่แพทย์มีความเชี่ยวชาญในด้านนั้นๆ รวมทั้งต้องทำการผ่าตัดในสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐานด้วย อีกอย่างที่หลายคนมองข้าม คือ นอกจากจะต้องเลือกซิลิโคนที่เข้ากับรูปหน้าแล้ว ซิลิโคนที่ใช้ต้องเป็นซิลิโคนที่ได้มาตรฐานอย.ไทยด้วย

เพื่อให้ได้คางที่สวย ละมุน รับกับใบหน้าที่ Better Me Clinic เราใช้ซิลิโคนเกรดพรีเมียม พร้อมให้การผ่าตัดโดยแพทย์ผู้ชำนาญการที่มีประสบการณ์ด้านการเสริมคาง แก้คาง มาอย่างมากมาย

โดยคุณหมอจะเลือกใช้เทคนิคพิเศษในการเหลาซิลิโคนและฐานกระดูกของเรา เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เหมาะกับแต่ละบุคคล รวมทั้งซิลิโคนและกระดูกแนบสนิทกัน ลดโอกาสการเกิดปัญหาหลังศัลยกรรมได้

รวมทั้งหากใครกลัวเจ็บ บอกได้เลยว่าที่คลินิกของเราตอบโจทย์อย่างมาก เพราะเราฉีดยาชาด้วยเทคนิค Distraction Technique with GCT ทำให้ไม่เจ็บ ไม่บวมช้ำ

ไม่เพียงแต่แค่เคสของการแก้คางเท่านั้น หากอยากเสริมคางครั้งแรกให้เป๊ะในทุกมุม พร้อมการดูแลหลังการรักษาที่ใส่ใจ ที่ Better Me Clinic พร้อมนิรมิตรความสวยให้คุณเสมอ

สอบถามเพิ่มเติม

โทร: 020598118, 0886032641
Line: @bettermeclinic
Facebook : Better Me Clinic by Dr.Chanya
IG : Better Me Clinic by Dr.Chanya

ปรึกษาหมอชัญญาโดยตรง
ปรึกษาหมอเกียร์โดยตรง

ที่มาของข้อมูล

เว็บไซต์นี้ มีการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ (Cookies) เพื่อมอบบริการที่ดีที่สุดสำหรับคุณ