fbpx

🔥 เปิดจอง! โปรทีมแพทย์ 9,999 ทุกศัลยกรรม ปาก, จมูก, คาง ( จำนวนจำกัด + ใกล้เต็มแล้วค่ะ ) 🔥

HIFU (ไฮฟู่) คืออะไร? ช่วยยกกระชับผิวหย่อนคล้อยได้จริงไหม?

HIFU (ไฮฟู่) คืออะไร? ช่วยยกกระชับผิวหย่อนคล้อยได้จริงไหม?
เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ HIFU (ไฮฟู่)

คนส่วนใหญ่อาจเข้าใจว่าปัญหาผิวหย่อนคล้อยและริ้วรอยจะเกิดขึ้นเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น แต่ความจริงแล้วปัญหาผิวหย่อนคล้อยนั้นไม่ได้เกิดจากปัจจัยเรื่องอายุเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดได้จากปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย ทั้งการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนเอสโตรเจส โกรทฮอร์โมน แสงแดด ความเครียด และพฤติกรรมอื่นๆ ที่ส่งผลเสียต่อเซลล์ผิว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่บางคนเริ่มเจอกับปัญหาผิวหนังหย่อนคล้อยและริ้วรอยตั้งแต่อายุน้อยๆ 

แน่นอนว่าปัญหาเหล่านี้ทำให้หลายคนรู้สึกไม่มั่นใจ แต่สำหรับใครที่อยากให้ผิวกลับมากระชับ เต่งตึงนวัตกรรม ไฮฟู่ (Hifu) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อย ริ้วรอย และกระชับผิวให้กลับมาเต่งตึงอย่างเป็นธรรมชาติ

มารู้จักกับไฮฟู่ หรือ HIFU ว่าคืออะไร? HIFU มีหลักการทำงานอย่างไร?

นวัตกรรมไฮฟู่ หรือ Hifu นั้นย่อมาจากคำว่า High Intensity FocusedFocus Ultrasound เป็นเครื่องมือยกกระชับผิวหน้าหรือผิวส่วนอื่นๆ ด้วยคลื่นอัลตราซาวนด์ความเข้มข้นสูง โดยหลักการทำงานของไฮฟู่ คือ การใช้คลื่นอัลตราซาวนด์ความเข้มข้นสูงแทรกลงไปยังชั้นเนื้อเยื่อผิวที่ระดับชั้น SMAS (Superficial Muscular Aponeurotic System) หรือชั้นเนื้อเยื่อที่แทรกอยู่ระหว่างชั้นผิวหนังแท้และชั้นไขมัน ซึ่งในชั้นนี้จะมีคอลลาเจนเกาะเกี่ยวกันเป็นเส้นใยทำหน้าที่เพิ่มความแข็งแรงให้กับผิว แต่เมื่อเนื้อเยื่อในชั้นนี้เสื่อมลงจะทำให้ผิวหย่อนคล้อยและเกิดริ้วรอย ดังนั้นเมื่อเนื้อเยื่อผิวในชั้น SMAS ได้รับการกระตุ้นจากคลื่นอัลตราซาวนด์ความเข้มข้นสูงจะเกิดการหดตัว และสร้างคอลลาเจนใหม่ ที่ทำให้เรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบ ทำให้ผิวบริเวณที่ทำไฮฟู่ดูกระชับ เกิดกระบวนการผลัดเซลล์ผิว ริ้วรอยดูตื้น ดูเรียบเนียน กระจ่างใสดูสุขภาพดีขึ้น

HIFU ช่วยเรื่องอะไรได้บ้าง?

ไฮฟู่ เป็นนวัตกรรมที่สามารถแก้ไขปัญหาผิวได้หลายปัญหา ดังนี้

    • ช่วยแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อยและกระชับผิวได้ทุกส่วนของร่างกาย ทั้งใบหน้า สะโพก ต้นแขน ท้องแขน ต้นขา และหน้าท้อง รวมไปถึงส่วนอื่นๆ ที่เข้าถึงยาก
    • ช่วยปรับให้ผิวหน้าดูกระจ่างใส เรียบเนียน และลดปัญหารูขุมขนบนใบหน้า
    • ช่วยลดปัญหาริ้วรอยบนผิวหน้า หน้าผาก ร่องแก้ม และบริเวณรอบดวงตาให้ตื้นขึ้น
    • ช่วยแก้ปัญหาหนังตาหย่อนคล้อยและยกคิ้วให้สูงขึ้น ช่วยให้ดวงตาดูกลมโตเป็นธรรมชาติ
    • ช่วยลดปัญหาชั้นไขมันใต้คางหรือคาง 2 ชั้น ทำให้ใบหน้าดูเรียวและกรอบหน้าดูชัดเจนขึ้น

HIFU เหมาะกับผู้มีปัญหาผิวแบบใดบ้าง?

นวัตกรรมไฮฟูยกกระชับหน้า และแก้ปัญหาผิวได้ทุกเพศ ซึ่งสามารถทำได้ตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป ซึ่งการทำไฮฟู่ตั้งแต่อายุยังน้อยจะช่วยป้องกันการเกิดปัญหาผิวหย่อนคล้อย ผิวโทรม และริ้วรอยก่อนวัยได้อีกด้วย ส่วนคนที่มีปัญหาแล้วสามารถใช้วิธีนี้เช่นกัน โดยนวัตกรรมไฮฟู่เหมาะกับผู้ที่กำลังมีปัญหาผิวดังนี้

    • ผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยดูไม่กระชับ
    • ผู้ที่มีปัญหาริ้วรอยบนใบหน้า
    • ผู้ที่มีปัญหาชั้นเหนียงใต้คางหรือคาง 2 ชั้น 
    • ผู้ที่มีปัญหาเรื่องรูปหน้าและกรอบหน้าไม่ชัดเจน
    • ผู้ที่ต้องการแก้ไขปัญหาผิว แต่กลัวเข็มหรือการผ่าตัด และไม่อยากพักฟื้นนาน

HIFU สามารถทำส่วนใดได้บ้าง?

ไฮฟู่นอกจากจะโดดเด่นเรื่องความปลอดภัยแล้ว นวัตกรรมนี้ยังมาพร้อมหัวยิงคลื่นอัลตราซาวนด์หลายขนาดความลึก ทำให้สามารถเข้าไปจัดการกับปัญหาผิวได้ทุกส่วนของร่างกาย ดังนี้

ใต้ตา

การทำไฮฟู่ที่บริเวณใต้ตาจะช่วยลดความหย่อนคล้อยของถุงใต้ตาให้เล็กลง ช่วยแก้ปัญหาหางตาตก และลดริ้วรอยบริเวณหางตา นอกจากนั้นยังตอบโจทย์เรื่องความปลอดภัย เพราะการทำ Hifu ผลข้างเคียงน้อยและไม่เป็นอันตรายต่อดวงตา

แก้ม

บริเวณแก้ม คือ หนึ่งในส่วนที่ใช้กักเก็บไขมันส่วนเกินของใบหน้า ซึ่งเมื่อผิวหน้าเกิดปัญหาหย่อนคล้อยก็จะทำให้หน้ากลายเป็นรูป U-Shape และทำให้หลายคนรู้สึกไม่มั่นใจ การทำไฮฟู่บริเวณแก้มจะทำให้ผิวบริเวณนี้ดูกระชับ แก้มไม่หย่อนคล้อย และใบหน้าดูเรียวขึ้น เนื่องด้วยมีการสลายของไขมันและสร้างคอลลาเจนที่ชั้นผิวหนังมากขึ้น

เหนียง / กรอบใบหน้า

ชั้นไขมันใต้คางเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ทำให้หลายคนรู้สึกหนักใจ เนื่องจากไขมันส่วนเกินบริเวณนี้เป็นส่วนที่ลดได้ค่อนข้างยาก แต่หากปล่อยทิ้งไว้ไม่แก้ไขก็จะทำให้ใบหน้าดูกลมไม่สมส่วน ซึ่งการทำไฮฟู่จะช่วยทำให้ไขมันบริเวณใต้คางลดลง ทำให้สามารถแก้ปัญหาคางสองชั้น และปรับรูปหน้าให้ดูเล็กลงได้

ลำตัว

นวัตกรรมไฮฟู่มีหัวยิ่งคลื่นอัลตราซาวนด์หลายขนาดความลึก จึงสามารถใช้แก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อยและลดไขมันส่วนเกินในร่างกาย ทั้งในส่วนของหน้าท้อง เอว สะโพก ต้นแขน ท้องแขน ต้นขา รวมไปถึงส่วนอื่นๆ ที่เข้าถึงได้ยาก ทำให้ผิวทั่วร่างกายดูกระชับและเต่งตึงขึ้น

ปรึกษาหมอเกียร์โดยตรง
ปรึกษาหมอเกียร์โดยตรง

ข้อดี และข้อควรระวังของการทำ HIFU มีอะไรบ้าง?

เนื่องจากการทำไฮฟู่เป็นการใช้คลื่นอัลตราซาวนด์ในการกระตุ้นให้ชั้นผิวเกิดกระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่ได้เองตามธรรมชาติ ทำให้หลายคนมองว่าจุดเด่นสำคัญของไฮฟู่ คือ เรื่องความปลอดภัยและไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายในระยะยาว แต่นอกจากเรื่องนี้แล้วไฮฟู่ยังมีข้อดีอื่นๆ รวมถึงข้อควรระวังต่างๆ ดังนี้

ข้อดีของการทำ HIFU

    • เป็นนวัตกรรมการรักษาผิวหย่อนคล้อยที่ไม่เป็นอันตรายต่อผิวหนังชั้นนอก จึงไม่ทิ้งรอยแดงรอยช้ำและสามารถทาครีมบำรุงผิวหรือแต่งหน้าได้ในทันที
    • เป็นนวัตกรรมการรักษาผิวหย่อนคล้อยที่ใช้เวลาในการดำเนินการไม่นาน ประมาณ 1 ชั่วโมง โดยไม่มีการใช้เข็มหรือการผ่าตัดในทุกขั้นตอน จึงไม่มีบาดแผล นอกจากไม่ต้องนอนพักฟื้นเหมือนการรักษาแบบวิธีอื่นแล้ว ยังสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ทันทีอีกด้วย
    • เป็นนวัตกรรมการรักษาผิวหย่อนคล้อยที่เห็นผลตั้งแต่ครั้งแรกประมาณ 20 – 30% หลังจากนั้นผิวจะดูสุขภาพดีขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติภายใน 2 – 3 เดือน 
    • ไฮฟู่สามารถใช้ร่วมกับวิธีการรักษาผิวแบบอื่นๆ ได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ข้อควรระวังของการทำ HIFU

    • การทำไฮฟู่ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้ชำนาญที่มีใบประกอบวิชาชีพ และผ่านการอบรมการใช้เครื่องมือมาแล้วเท่านั้น 
    • ผู้ที่มีปัญหาด้านสุขภาพ ปัญหาด้านผิวหนัง มีแผลคีลอยด์ บาดแผลเปิด สิวซีสต์ สตรีมีครรภ์  หรือมีการฝังโลหะในบริเวณที่ต้องการทำไฮฟู่ ควรได้รับการประเมินความปลอดภัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนทุกครั้ง
    • ควรเลือกใช้บริการในคลินิกที่มีใบรับรองจากกระทรวงสาธารณสุข เครื่องมือที่ใช้ได้มาตรฐาน และมีช่องทางติดต่อแพทย์ที่ชัดเจน หากเกิดปัญหาหลังทำไฮฟู่

HIFU / ULTHERA / THERMAGE / Ultraformer ต่างกันยังไง ?

การทำ HIFU, Ulthera และ Thermage ล้วนแต่เป็นการแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อยและริ้วรอยด้วยหลักการเดียวกัน คือ การส่งคลื่นพลังงานลงไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนที่ชั้นผิว แต่ด้วยขนาดของความกว้างของพลังงานไม่เท่ากันจึงทำให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน

    • HIFU เป็นการใช้คลื่นอัลตราซาวด์ขนาด 0.5 – 1 มิลลิเมตร ในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนที่เนื้อเยื่อผิวชั้น SMAS โดยวิธีนี้จะทำให้เกิดความร้อนที่อุณหภูมิประมาณ 45 – 60 องศาเซลเซียส เห็นผลประมาณ 20-30% ตั้งแต่ครั้งแรก
    • Ulthera เป็นการใช้คลื่นอัลตราซาวด์ขนาด 1 มิลลิเมตร ในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนที่เนื้อเยื่อผิวชั้น SMAS โดยวิธีนี้จะทำให้เกิดความร้อนที่อุณหภูมิประมาณ 60 – 70 องศาเซลเซียส  เห็นผลประมาณ 30% ตั้งแต่ครั้งแรกและให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับการทำไฮฟู่ แต่จะมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า
    • Thermage เป็นการใช้คลื่นวิทยุความถี่สูงขนาด 3 – 4 เซนติเมตร ในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน แต่วิธีนี้คลื่นพลังงานจะมีความลึกแค่ประมาณ 4.3 มิลลิเมตรเท่านั้น จึงเป็นการกระตุ้นแบบกว้าง ถึงแม้จะครอบคลุมพื้นที่ได้ดีกว่า แต่เป็นการกระตุ้นระดับตื้น ไม่ลงลึกถึงเนื้อเยื่อผิวชั้น SMAS จึงเหมาะสำหรับแก้ปัญหาเรื่องไขมันส่วนเกิน ลดริ้วรอย และกระชับรูขุมขน แต่จะยกกระชับผิวได้ไม่เท่ากับ HIFU และ Ulthera แต่จะเด่นในเรื่องของการลดเนื้อไขมันและเพิ่ม Skin Quality ลดริ้วรอย รูขุมขนเล็กลง มากกว่าการยกกระชับ
    • Ultraformer เป็นการใช้คลื่นเสียงความถี่สูง ที่เรียกว่า Micro & Macro Focused Ultrasound MMFU เข้าไปยังความลึกของชั้นผิวที่ต้องการ ส่งผลให้เกิดความร้อนในชั้นใต้ผิวหนัง ทำให้เนื้อเยื่อเกิดการหดตัวและผิวชั้นบนยกกระชับขึ้น

การเตรียมตัวก่อนทำ HIFU และการดูแลตัวเองหลังทำ HIFU มีอะไรบ้าง?

การเตรียมตัวให้พร้อมก่อนทำหัตถการใดๆ จะช่วยให้ผิวมีความพร้อม หลังจากทำก็จะช่วยให้เห็นผลได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ หลังทำเสร็จก็จำเป็นต้องมีการดูแลตัวเองที่ถูกต้องด้วย เพื่อที่ผิวจะได้ฟื้นฟู และช่วยลดโอกาสในการเกิดผลข้างเคียงด้วย

การเตรียมตัวก่อนทำ HIFU

    • ควรงดสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ก่อนทำไฮฟู่ เพราะบุหรี่และแอลกอฮอล์ทำลายคอลลาเจนในชั้นผิวได้
    • ควรพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 6 – 8 ชั่วโมง
    • รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเน้นอาหารที่ช่วยสร้างคอลลาเจนและเสริมการสร้างเซลล์ใหม่ เช่น ถั่ว ผักใบเขียว ผักผลไม้สีแดง และอาหารที่มีกรดไขมันโอเมก้า เป็นต้น
    • ในวันที่มาทำไฮฟู่ควรงดแต่งหน้าและทาครีมบำรุงผิว แต่ควรทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาด

การดูแลตัวเองหลังการทำ HIFU

    • หลังทำไฮฟู่ควรหลีกเลี่ยงการออกแดดกลางแจ้งในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกหลังทำ เพราะเป็นช่วงที่ผิวเกิดกระบวนการสร้างคอลลาเจน และควรเลือกทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF เพื่อปกป้องผิวหน้าจากแสงแดด
    • ห้ามนวดหรือถูใบหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแพ้
    • ควรงดสูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อป้องกันไม่ให้คอลลาเจนที่สร้างใหม่ถูกทำลาย

อาการข้างเคียงหลังทำ HIFU มีอะไรบ้าง?

การทำไฮฟู่เป็นวิธีการแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อยและริ้วรอยที่มีความปลอดภัย แต่ด้วยสภาพผิวที่แตกต่างกันในผู้ทำบางรายอาจเกิดผลข้างเคียงได้ ดังนี้

    • ผิวมีอาการบวมแดง ซึ่งสามารถยุบเองภายใน 3 – 4 ชั่วโมง  
    • ผิวหนังเกิดผื่นแดง สามารถหายได้เองภายใน 3 – 4 ชั่วโมง
    • อาการเมื่อยหรือตึงหน้า แนะนำให้รับประทานยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการ หรือปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจสอบอาการ

การทำ HIFU ยกกระชับผิวที่เบธเธอร์ มี คลินิก บาย ดร.ชัญญา ราคาเท่าไร?

Premium HIFU Ultra Lift (High-Intensity Focused Ultrasound) ของชัญญาคลินิกเป็นเครื่องไฮฟู่ นำเข้าจากประเทศเกาหลีใต้ โดยเป็นรุ่นที่ได้รับมาตรฐาน K-FDA จึงมีความแม่นยำและความเข้มของคลื่นอัลตราซาวน์ในระดับที่เหมาะสมในการกระตุ้นคอลลาเจนในชั้นผิวอย่างปลอดภัย และด้วยเทคนิคการยิงของหมอเกียร์ จะสามารถกระชับผิว โกล์วผิวเป็นสาวเกาหลี และลดขนาดรูขุมขนได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ สำหรับราคาการทำไฮฟู่ที่ชัญญาคลินิก อยู่ที่ราคา 25,999 – 49,999 บาท โดยสามารถสอบถามเพิ่มเติมกับทางคลินิกได้

รีวิวการทำ HIFU ที่ Better Me Clinic by Dr.Chanya

จากรีวิวของผู้ทำ HIFU ที่ชัญญาคลินิกจากเดิมที่มีปัญหาแก้มเยอะ แก้มใหญ่ ทำให้ดูหย่อนคล้อย แต่หลังจากที่ทำแล้วก็ช่วยให้กรอบหน้าชัดเจนมากขึ้น หน้าเรียว วีเชฟ เป๊ะปังกว่าเดิม

ปรึกษาหมอเกียร์โดยตรง
ปรึกษาหมอเกียร์โดยตรง

คำถามที่พบบ่อย

สำหรับใครที่ยังลังเล หรือคำถามเกี่ยวกับการทำไฮฟู่ ทางชัญญาคลินิกได้รวบรวมคำถามที่น่าสนใจมาตอบให้หายสงสัยกันแล้ว

การทำ HIFU เจ็บไหม?

การทำไฮฟู่ด้วยเครื่องมือที่ได้มาตรฐานจะทำให้รู้สึกเจ็บเล็กน้อยและตึงบริเวณชั้นผิวด้านใน แต่ไม่ถึงขั้นปวดแสบปวดร้อน

การทำ HIFU กี่ไลน์เห็นผล?

ปกติแล้วการทำไฮฟู่จะนับกันเป็นหน่วยไลน์ โดย 1 ไลน์ยิงได้ประมาณ 15 - 25 จุด ซึ่งการทำต่อเคสจะใช้กี่ไลน์นั้นขึ้นอยู่กับปัญหาสภาพผิวของผู้ทำและดุลพินิจของแพทย์เจ้าของเคส

การทำ HIFU อยู่ได้นานกี่เดือน?

สำหรับคำถามที่ว่าการทำ Hifu อยู่ได้กี่เดือนนั้น คำตอบคือ โดยทั่วไปสามารถอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปีแต่ก็ขึ้นอยู่กับค่าพลังงานในการทำแต่ละครั้งและการดูแลผิวของแต่ละคนด้วย

การทำ HIFU สามารถทำซ้ำได้บ่อยแค่ไหน?

การทำไฮฟู่สามารถทำซ้ำได้ทุก 3 - 6 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์เจ้าของเคส

เว็บไซต์นี้ มีการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ (Cookies) เพื่อมอบบริการที่ดีที่สุดสำหรับคุณ